ประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน

4. ประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน (ค.ศ. 1945-ปัจจุบัน) หรือเรียกกันว่า ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

    เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2สิ้นสุดลง ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลกและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองของสังคมโลกในปัจจุบันโดยช่วงประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบันมีเหตุการณ์ ดังนี้

  • 4.1 สมัยสงครามเย็น (ค.ศ. 1945-1991) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได้เกิดการขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของสองอภิมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกาผู้นำค่ายประชาธิปไตยและสหภาพโซเวียตผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ เพื่อแข่งขันเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้ทำสงครามเหมือนสงครามโลกที่ผ่านมา แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อเป็นหลักในการหาพันธมิตรและประเทศใต้อิทธิพล ประเทศเล็กๆ จึงจำเป็นต้องเข้าข้างและรับการสนับสนุนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สงครามเย็นสิ้นสุดลงเมื่อผู้นำประเทศสหภาพโซเวียตได้ปรับนโยบายการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เน้นการร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ปัญหาต่างๆ และปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต่อมาเมื่อประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตได้แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกสิ้นสุดอำนาจลง ต่อมาใน ค.ศ. 1989 สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตตกลงลงนามร่วมกันที่เกาะมอลตา ประกาศการสิ้นสุดภาวะสงครามเย็นบรรยากาศสันติภาพจึงแพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคต่างๆ ของโลก ใน ค.ศ. 1990 กำแพงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นก็ถูกทำลายลง และปีต่อมาเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกก็รวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน และในปลาย ค.ศ. 1991 สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายสงครามเย็นจึงสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ
  • 4.2 สมัยโลกาภิวัตน์ ตั้งแต่ช่วงครั้งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งวิทยาการแขนงต่างๆ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยทั่วไปเจริญขึ้น มนุษย์สามารถเดินทางไปสำรวจอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ รู้จักประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือที่ทำให้สะดวกสบาย ความเจริญทางด้านการแพทย์ทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพ การคมนาคมขนส่งข้ามทวีปเป็นไปอย่างรวดเร็ว หรือการสื่อสารข้อมูลแพร่หลายที่สื่อภาพและเสียงโดยผ่านทางดาวเทียม อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที

      อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งได้ส่งผลต่อมนุษย์และเกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร การใช้พลังงานนิวเคลียร์ การเกิดสภาวะที่อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจนมีผลทำให้น้ำแข็งขั้วโลกและยอดเขาสูงละลายที่เรียกว่า ภาวะเรือนกระจก เป็นต้น ดังนั้นในยุคโลกาภิวัตน์นอกจากจะทำให้ชีวิตมนุษย์สุขสบายขึ้น แต่ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่

3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (ค.ศ. 1453-1945)

     ประวัติศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ถือว่าเริ่มต้นใน ค.ศ. 1453 เป็นปีที่ชนเผ่าเติร์กโจมตีและสามารถยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ เป็นผลให้ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองกลับมาอยู่ในยุโรปตะวันตกอีกครั้ง ในระหว่างนี้ในยุโรปตะวันตกเองกำลังมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านความคิดและศิลปวิทยาการต่างๆ จากพัฒนาการของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการที่ดำเนินมา ยุโรปจึงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ในครั้งนี้ได้มีการสำรวจและขยายดินแดนออกไปกว้างไกลจนเกิดเป็นยุคล่าอาณานิคม ซึ่งต่อมานำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศกลายเป็นสงครามใหญ่ที่เรียกกันว่าสงครามโลกถึงสองครั้งภายในเวลาห่างกันเพียง 20 ปี ในช่วงเวลาเกือบห้าร้อยปีของประวัติศาสตร์สมัยใหม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายที่โดดเด่นและมีผลกระทบยาวไกลต่อเนื่องมาจนถึงโลกปัจจุบัน ได้แก่ การสำรวจทางทะเล การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การกำเนิดแนวคิดทางการเมืองใหม่ (เสรีนิยมชาตินิยม และประชาธิปไตย) การขยายดินแดนหรือการล่าอาณานิคม (จักรวรรดินิยม) และสงครามโลกสองครั้งเหตุการณ์สำคัญๆ หลายประการในช่วงเวลาของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ได้ส่งผลสืบเนื่องต่อพัฒนาการของประวัติศาสตร์โลกสมัยปัจจุบันอย่างมากมาย

อะไรคือสมัยประวัติศาสตร์

สมัยประวัติศาสตร์คือ ?

     สมัยประวัติศาสตร์ของสังคมใดสังคมหนึ่งจะเริ่มเมื่อสังคมนั้นมีตัวอักษรใช้ การมีตัวอักษรใช้ทำให้มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือสามารถส่งข้อความสื่อสารกันได้เป็นระยะทางไกล สามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆทำให้คนรุ่นหลังเข้าใจเรื่องราวของคนในอดีตได้ และสามารถถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งได้ สังคมมนุษย์ที่มีตัวอักษรใช้เป็นสังคมที่มีการจัดระบบซับซ้อนขึ้นจากการที่มนุษย์มีการสะสมความรู้และมีพัฒนาการทางความคิดที่ซับซ้อนขึ้นนั่นเอง เนื่องจากแต่ละสังคมมีพัฒนาการทางความรู้ความคิดและเทคโนโลยีที่ต่างกัน สมัยประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศจึงเริ่มต่างกัน เช่นเดียวกับการที่สังคมแต่ละสังคมมีพัฒนาการผ่านสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาต่างกันนั่นเอง เนื่องจากบทเรียนนี้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์สากล ซึ่งหมายถึงประวัติศาสตร์โลกตะวันตกนั่นเอง การกำหนดยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากลจึงใช้เกณฑ์ที่นักประวัติศาสตร์ตะวันตกนิยมใช้ ซึ่งก็แบ่งเป็นสมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และสมัยปัจจุบัน

ศิลาโรเซตตา เป็นศิลาจารึก 2 ภาษา คือภาษาอียิปต์ และภาษากรีก

ศิลาโรเซตตา
ศิลาจารึก 2 ภาษา คือภาษาอียิปต์ และภาษากรีก

 

ประวัติศาสตร์สมัยกลาง

2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง (ค.ศ. 476-ค.ศ. 1453)

    เริ่มตั้งแต่การสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกใน ค.ศ. 476 เมื่อถูกพวกอนารยชนเยอรมันเผ่าวิสิกอธ (Visigoth) โจมตี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก เมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงสภาพทั่วไปของกรุงโรมเต็มไปด้วยความวุ่นวาย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอ่อนแอประชาชนอดอยาก ขาดที่พึ่ง มีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย เนื่องจากช่วงเวลานี้ยุโรปตะวันตกไม่มีจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ปกครองดังเช่นจักรวรรดิโรมัน นอกจากนี้ยังถูกพวกอนารยชนเผ่าต่างๆ เข้ามารุกราน ส่งผลให้อารยธรรมกรีกและโรมันอันเจริญรุ่งเรืองในยุโรปตะวันตกได้หยุดชะงักลง นักประวัติศาสตร์สมัยก่อนจึงเรียกช่วงสมัยนี้อีกชื่อหนึ่งว่า ยุคมืด (Dark Ages) หลังจากนั้นศูนย์กลางของอำนาจยุโรปได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองไบแซนติอุม (Byzantium) ซึ่งอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน โดยจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantion) เป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิแห่งใหม่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ตามชื่อของจักรพรรดิคอนสแตนติน

     ประวัติศาสตร์สมัยกลางนี้เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมตะวันตกจากอารยธรรมโรมันไปสู่อารยธรรมคริสต์ศาสนา เป็นสมัยที่ตะวันตกได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคริสต์ศาสนา ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้สังคมสมัยกลางยังมีลักษณะเป็นสังคมในระบบฟิวดัล (Feudalism) หรือสังคมระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ที่ขุนนางมีอำนาจครอบครองพื้นที่ โดยประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะเป็นข้าติดที่ดิน (sert) และดำรงชีวิตอยู่ในเขตแมเนอร์ (Manor) ของขุนนาง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของสังคมสมัยกลาง นอกจากนี้ในสมัยกลางนี้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ คือ สงครามครูเสด ซึ่งเป็นสงครามความขัดแย้งระหว่างคริสต์ศาสนากับศาสนาอิสลาม ที่กินเวลาเกือบ 200 ปี เป็นผลให้เกิดการค้นหาเส้นทางการค้าทางทะเลและวิทยาการด้านอื่นๆ ตามมา สมัยกลางสิ้นสุดใน ค.ศ. 1453 เมื่อพวกออตโตมันเตอร์กสามารถยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลของจักรวรรดิโรมันตะวันตกได้

ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ

1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 476)

        เริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบริเวณ ดินแดนเมโสโปเตเมียแถบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสและดินแดนอียิปต์แถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ที่ชาวเมโสโปเตเมียและชาวอียิปต์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรได้เมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสต์-ศักราช จากนั้นอิทธิพลของความเจริญของสองอารยธรรมก็ได้แพร่หลายไปยังทางใต้ของยุโรปสู่เกาะครีต ต่อมาชาวกรีกได้รับเอาความเจริญจากเกาะครีตและความเจริญของอียิปต์มาสร้างสมเป็นอารยกธรรมกรีกขึ้น และเมื่อชาวโรมันในแหลมอิตาลียึดครองกรีกได้ ชาวโรมันก็นำอารยธรรมกรีกกลับไปยังโรมและสร้างสมอารยธรรมโรมันขึ้น ต่อมาเมื่อชาวโรมันสถาปนาจักรวรรดิโรมันพร้อมกับขยายอาณาเขตของตนไปอย่างกว้างขวาง อารยธรรมโรมันจึงแพร่ขยายออกไป จนกระทั่งจักรวรรดิโรมันล่มสลายลงเมื่อพวกอนารยชนเผ่าเยอรมันเข้ายึดกรุงโรมได้ในค.ศ. 476 ประวัติศาสตร์สมัยโบราณของชาติตะวันตกจึงสิ้นสุดลง

ยุคโลหะ (Metal Age)

2. ยุคโลหะ (Metal Age)

      เริ่มเมื่อประมาณ 4,000ปีมาแล้ว มนุษย์ยุคนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอันแสดงถึงการพัฒนาความสามารถทางความคิด ด้วยการมีความสามารถนำโลหะมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้นั่นเอง ในระยะแรกของยุคโลหะจะพบว่าพวกเขารู้จักหลอมทองแดงและดีบุกซึ่งเป็นโลหะที่ใช้อุณหภูมิไม่สูงนักในการหลอม ต่อมาจึงพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีขึ้นมาจนสามารถหลอมเหล็กได้ ซึ่งการหลอมเหล็กต้องใช้อุณหภูมิสูง นักโบราณคดีจึงแบ่งยุคโลหะออกเป็น 2 ยุคตามความแตกต่างของระดับเทคโนโลยีและวัสดุที่นำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ดังนี้

  • 2.1 ยุคสำริด (Bronze Age) การเริ่มต้นของยุคสำริดในแต่ละภูมิภาคจะต่างกันไปแต่ส่วนใหญ่จะเริ่มระหว่างประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ในช่วงเวลานี้มนุษย์รู้จักนำทองแดงผสมกับดีบุกหลอมรวมกันกลายเป็นโลหะผสมที่เราเรียกว่า สำริด มาใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธที่มีคุณภาพดีกว่าที่ทำจากหินขัดมาก การดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคนี้ก็เปลี่ยนไปจากการเป็นชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆ กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่าชุมชนเมือง มีการจัดแบ่งความสัมพันธ์ของคนในสังคมตามความสัมพันธ์และความสามารถ ซึ่งพัฒนาการนี้ทำให้สังคมมีความมั่นคงและมีการสั่งสมอารยธรรมได้อย่างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา แหล่งอารยธรรมสำคัญที่มีพัฒนาการจากสังคมสมัยหินใหม่สู่สมัยสำริด เช่น แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียในภูมิภาคเอเชียตะวันตก แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดีย และแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงเหอในประเทศจีน เป็นต้น
  • 2.2 ยุคเหล็ก (Iron Age) เริ่มเมื่อประมาณ 3,200 ปีมาแล้ว เป็นช่วงของการพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ต่อเนื่องจากยุคสำริด หลังจากที่มนุษย์สามารถนำทองแดงมาผสมกับดีบุกและหลอมเป็นโลหะผสมได้แล้ว มนุษย์ก็คิดค้นหาวิธีนำเหล็กซึ่งเป็นโลหะที่มีความแข็งและทนทานกว่าสำริดมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ ด้วยการใช้อุณหภูมิในการหลอมที่สูงกว่าการหลอมสำริด แล้วจึงตีโลหะเหล็กในขณะที่ยังร้อนอยู่ให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ เนื่องจากเหล็กใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้มีความเหมาะสมกับงานการเกษตรที่ต้องใช้ความแข็งแรงมากกว่าสำริดและมีความทนทานกว่าด้วย จึงทำให้มนุษย์ยุคเหล็กสามารถทำการเกษตรได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้เหล็กยังใช้ทำอาวุธที่มีความแข็งแกร่งและทนทานกว่าสำริด จึงทำให้สังคมมนุษย์ยุคนี้ที่พัฒนาเข้าสู่ยุคเหล็กและเข้าสู่ความเป็นรัฐได้ด้วยการมีกองทัพที่มีประสิทธิภาพกว่า สามารถปกป้องเขตแดนของตนเองได้ดีกว่า ทำให้สังคมเมืองของตนมีความมั่นคงปลอดภัย และในที่สุดก็สามารถขยายอิทธิพลไปยังดินแดนอื่นๆ ได้ในเวลาต่อมา

โลหะ

ยุคหิน (ภาค 2)

1. ยุคหิน (Stone Age) ต่อ…

  • 1.2 ยุคหินกลาง (Mesolithic Period หรือ Middle Stone Age) อยู่ระหว่าง 10,000-6,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ยุคนี้รู้จักทำเครื่องมือหินที่มีความประณีตมากขึ้นด้วยการกระเทาะผิวด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านออกให้เกิดความคม ทำให้เครืองมือหินในยุคนี้มีรูปทรงที่เหมาะแก่การใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม เครื่องมือยุคหินกลางที่พบมีทั้งเครื่องมือสับ ตัด ขุด และทุบ หลักฐานเครื่องมือหินของมนุษย์ในยุคหินกลางพบในทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย โดยพบครั้งแรกในเวียดนาม เรียกว่า วัฒนธรรมฮัวบิเนียน จัดเป็นวัฒนธรรมยุคหินกลางของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
  • 1.3 ยุคหินใหม่ (Neolithic Period หรือ New Stone Age) อยู่ระหว่าง 6,000 - 4,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ยุคนี้มีความเจริญทางวัตถุมากกว่ายุคหินกลาง รู้จักควบคุมธรรมชาติมากขึ้น รู้จักพัฒนาการทำเครื่องมือหินอย่างประณีตโดยมีการขัดฝนหินทั้งชิ้นให้เป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เพื่อให้เครื่องมือมีประสิทธิภาพในการใช้สอยมากขึ้นกว่าเครื่องมือรุ่นก่อนหน้านี้ เช่น มีดหินที่สามารถตัดเฉือนได้แบบมีดโลหะ มีการต่อด้ามยาวเพื่อใช้แผ่นหินลับคมเป็นเสียมขุดดิน หรือต่อด้ามไม้สำหรับจับเป็นขวานหิน สามารถปั้นหม้อดินและใช้ไฟเผา สามารถทอผ้าจากเส้นใยพืชและทอเป็นเชือกทำเป็นแหหรืออวนจับปลา ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งที่จำแนกมนุษย์ยุคหินใหม่ออกจากมนุษย์ยุคหินกลางก็คือการที่มนุษย์ยุคนี้รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ในระดับที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีการปลูกข้าวและพืชอื่นๆ เช่น ถั่ว ฟัก บวบ และเลี้ยงสัตว์หลายชนิดมากขึ้น เช่น แพะ แกะ และ วัว ซึ่งก็คงทั้งไว้ใช้งานและเป็นอาหาร

ใหม่1

    • วัฒนธรรมยุคหินใหม่พบอยู่ทั่วโลก แต่หลักฐานสำคัญที่มีลักษณะโดดเด่น คือ การสร้างอนุสาวรีย์หิน (Megalithic) ที่มีชื่อเสียง คือ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ในประเทศอังกฤษสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้คำนวณเวลาทางดาราศาสตร์ เพื่อพิธีกรรม เพื่อบวงสรวงดวงอาทิตย์เพื่อผลผลิตทางการเพาะปลูกใหม่2
    • การที่มนุษย์ยุคนี้รู้จักทำการเพาะปลูกและผลิตอาหารได้ ทำให้พวกเขาสามารถอยู่รวมกันเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องเที่ยวเร่ร่อนหาอาหารดังแต่ก่อน จึงทำให้เกิดเป็นสังคมหมู่บ้านขึ้น มีการสร้างกฎเกณฑ์ข้อบังคับมาใช้ในการปกครองเพื่อความสงบสุขของสังคม มีการแบ่งแยกหน้าที่การงานและรู้จักร่วมมือช่วยเหลือกันและกัน ทำให้พวกเขามีเวลาว่างที่จะใช้ไปเพื่อการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น ตัวอย่างก็คือการขุดค้นพบซากหมู่บ้านสมัยหินใหม่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่สร้างด้วยไม้และดินเหนียวบนเสาที่ปักอยู่ในพื้นทะเลสาบหรือบนที่ลุ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นการก่อสร้างที่ใช้เสาทับคานอันเป็นแบบแผนการก่อสร้างพื้นฐานที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน และการรู้จักประดับลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาที่มีหลายแบบ เช่น ลายเลขาคณิต ลายก้นหอย เป็นต้น

ยุคหิน (Stone Age)

1. ยุคหิน (Stone Age)

        เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักนำหินมาปรับใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรืออุปกรณ์และอาวุธ นักโบราณคดีกำหนดให้ยุคหินของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สากล) อยู่ระหว่าง 2.5 ล้านปี ถึงประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว แต่เนื่องจากสิ่งที่เหลือเป็นหลักฐานอยู่จนถึงปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือหิน ดังนั้นเราจึงเรียกยุคนี้ว่า ยุคหิน ทั้งนี้ยุคหินตามพัฒนาการเทคโนโลยีการทำเครื่องมือเครื่องใช้ยังแบ่งออกเป็น 3 ยุคย่อย คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ ดังนี้

  • 1.1 ยุคหินเก่า (Paleolithic Period หรือ Stone Age) อยู่ระหว่าง 2,500,000 - 10,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้อาศัยอยู่ในถ้ำหรือเพิงผา ยังไม่มีความคิดสร้างที่อยู่อาศัยโดยใช้วัสดุธรรมชาติหรือตั้งรกรากถาวร ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หาปลา และเก็บหาผลไม้ในป่า เมื่ออาหารตามธรรมชาติหมดก็อพยพไปหาแหล่งอาหารที่อื่นต่อไป มนุษย์ยุคหินเก่ารู้จักประดิษฐ์เครื่องมืออย่างหยาบๆ เครื่องมือที่ใช้ทั่วไป คือ เครื่องมือหินกะเทาะ ที่มีลักษณะหยาบ ใหญ่ หนากะเทาะเพียงด้านเดียวหรือสองด้าน ไม่มีการฝนให้เรียบ มนุษย์ยุคหินเก่ารู้จักนำหนังสัตว์มาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม รู้จักใช้ไฟเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้แสงสว่าง ให้ความปลอดภัย และหุงหาอาหาร มีการฝังศพ ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย และมีการนำเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธต่างๆ ของผู้ตายฝังไว้ในหลุมด้วย นอกจากนี้มนุษย์ยุคหินเก่ายังรู้จักสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งพบภาพวาดตามผนังถ้ำที่ใช้สีฝุ่นสีต่างๆ ได้แก่ สีดำ น้ำตาล ส้ม แดงอ่อน และเหลือง ภาพที่วาดส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์ เช่น วัวกระทิง ม้าป่า กวางแดง เป็นต้น ภาพวาดที่มีชื่อเสียงของมนุษย์ยุคหินเก่าอยู่ที่ถ้ำลาสโก ประเทศฝรั่งเศส

 

ยุคหินเก่ายุคหินเก่า 2ยุคหินเก่า 3

 

         หลักฐานเครื่องมือหินที่นักโบราณคดีพบตามที่ต่างๆ เช่น ทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และทวีปอเมริกา ทำให้มีการตั้งชื่อมนุษย์ยุคนี้ตามสถานที่ที่พบหลักฐาน เช่น มนุษย์ชวา พบที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย มนุษย์ปักกิ่ง พบที่ถ้ำใกล้กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มนุษย์นีแอนเดอร์ธัล พบที่หุบเขาแอนเดอร์ ประเทศเยอรมนี มนุษย์โครมันยองพบที่ถ้ำโครมันยอง ประเทศฝรั่งเศส มนุษย์โครมันยองเป็นมนุษย์ยุคหินเก่ารุ่นสุดท้าย (อายุระหว่าง 30,000-17,000 ปีมาแล้ว) ที่ค้นพบและมีลักษณะเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน

ยุคหินเก่า 4

 

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

 

   เนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยังไม่มีตัวอักษรใช้บันทึกเรื่องราว นักโบราณคดีจะศึกษาเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยอาศัยหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธต่างๆ เครื่องมือหิน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ ตลอดจนถ้ำ เพิงพา ภาพวาดที่มนุษย์อยู่อาศัยและวาดไว้ เป็นต้น และเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีอายุยาวนานมาก นักโบราณคดีจึงต้องมีการแบ่งเป็นสมัยย่อย โดยใช้หลักเกณฑ์สำคัญ คือ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการทำเครื่องมือเครื่องใช้เป็นหลักในการแบ่ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ ยุคหิน กับ ยุคโลหะ

เกริ่นนำยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล

บทนำ

       ยุคหรือสมัยเป็นคำที่ใช้บอกช่วงเวลาของเหตุการณ์ เพื่อกำหนดขอบเขตของเวลาที่มีความหมายและเป็นที่เข้าใจร่วมกันได้ง่ายขึ้นและสื่อสารกันได้อย่างถูกต้องตรงกัน นักวิชาการทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์นิยมกำหนดพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติออกเป็น 2 ยุคหรือสมัยด้วยกัน คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์กับสมัยประวัติศาสตร์ โดยแต่ละสมัยยังมีการแบ่งออกเป็นสมัยย่อยอีก

  • สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-historical Period) คือ ช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีตัวอักษรจดบันทึกเรื่องราวของสังคม นักโบราณคดีเป็นผู้ศึกษาเรื่องราวของสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นหลักโดยศึกษาจากซากพิมพ์ดึกดำบรรพ์หรือพิมพ์หิน โบราณสถาน โบราณวัตถุ โครงกระดูก สิ่งของเครื่องใช้ ภาพวาดตามผนังหรือบนสิ่งของต่างๆ เป็นต้น โดยสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการแบ่งเป็นยุคย่อย คือ ยุคหินกับยุคโลหะ ทั้งนี้ยุคหินยังมีการแบ่งออกเป็นยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ ส่วนยุคโลหะก็มีการแบ่งเป็นยุคสำริดกับยุคเหล็ก
  • สมัยประวัติศาสตร์ (Historical Period) คือ ช่วงเวลาที่มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรบอกเล่าเรื่องราวของสังคมนั้นๆ อักษรนั้นอาจเป็นตัวอักษร ของชนชาติอื่นก็ได้แต่นำมาใช้บันทึกคำพูดเป็นเรื่องราวของสังคมตน โดยสมัยประวัติศาสตร์มีการแบ่งเป็นสมัยย่อย คือสมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และสมัยปัจจุบัน 

        ตามเหตุผลการจำแนกยุคสมัยดังนี้ นักเรียนจึงต้องเข้าใจว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ของสังคมแต่ละสังคม (หรือประเทศ) จะเริ่มต้นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการมีตัวอักษรบันทึกเรื่องราวของแต่ละสังคม นอกจากนั้นการแบ่งและกำหนดสมัยย่อยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ก็ยังมีความแตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละภูมิภาคต่างก็มีพัฒนาการแตกต่างกันไป